วันอาทิตย์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2556
วันศุกร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2556
" จะรับ!!! ขันธ์ ทำไม?? รู้ดี!หรือยัง? (อินทรีย์เมฆาเรียบเรียงและรวบรวม)
ส่วนมากมัก ถูกหลอกให้รับขันธ์ จึงตกเป็นเหยื่อของผีห่ามากมาย เพราะหลงคิดว่าการรับขันธ์ จะทำให้ชีวิตเปลี่ยนไปในทางเจริญได้อย่างรวดเร็ว จากจุดนี้เอง เรื่อง ขันธ์ 5 คือต้นเหตุ ที่คนไทยยังขาดความรู้ ความเข้าใจ อย่างกว้างขว้าง อยู่มากเกี่ยวกับ การรับขันธ์ และ ความหมาย ของ ขันธ์5 นั่นเอง
การเป็น ร่างทรงนั้น ไม่ใช่ใครอยากจะเป็นก็เป็นได้ แต่เดี่ยวนี้ที่เห็นเป็นร่างทรงกันมากมาย เพราะตกเป็นเหยื่อของ ขันธ์ผี
ร่างทรงที่แท้จริง นั้น มีน้อย และจะเป็นได้ ก็มีเหตุมาจากดวงชะตาที่ต้องเกิดมาเป็น ส่วนมากจะเกิดขึ้นกับคนที่ ไม่อยากเป็น ไม่ได้สนใจอะไรทางนี้เลย คนเหล่านี้เมื่อถึงเวลาของเขาที่จะต้องเป็นร่าง ก็มักคิดหาทางหนีให้พ้น แต่สุดท้ายก็หนีไม่พ้นทุกราย เพราะชะตากำหนด และสำคัญ คนเหล่านี้ ไม่จำเป็นต้องผ่านการรับขันธ์ เพราะขันธ์ ไม่ใช่เครื่องหมายที่สำคัญของ ร่างทรงที่บริสุทธ์แท้จริง เมื่อถึงเวลา ก็จะเป็นร่างทรงได้เอง นี้คือเกร็ดเบื้องต้นแห่งข้อเท็จจริง ของ ร่างทรงที่เป็นของแท้ เท่านั้น ความจริงแล้ว พวกเขายังมีกฏเหล็ก ที่ต้องปฏิบัติรักษาไว้อีกมาก นอกเหนือจากการ รักษาศีล5 อีกด้วย สาธุ....
ปัจจุบัน ร่างทรงแท้ มีน้อยมากและส่วนมาก มักนิยมไม่เปิดเผยตัวตน ชอบอยู่ในสังคมแบบปกติทั่วไป มีน้อยที่เปิดตำหนัก แต่ก็เป็นตำหนักที่เน้นช่วยมากกว่า ไม่เน้นเรียกเงินทอง เอาแค่ตามศรัทธา คนพวกนี้เมื่อประสบเหตุการณ์ ที่ต้องช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่ถูกสิ่งเหนือธรรมชาติเล่นงานเอา จึงจะปรากฏตัวเข้ามาช่วย โดยที่เราไม่คิดว่า เข้าจะเป็น ร่างทรงองค์เทพเลย พูดง่ายๆคือดูไม่ออก ทั้งอายุ หรือ รูปร่าง หรือ หน้าตา หรือแม้แต่การแต่งตัว ก็แล้วแต่ ดูธรรมดาไปหมด
คุณถูกผีหลอกให้รับขันธ์รับองค์หรือเปล่า ?(ข้อความจาก saksitsart.com)
คำว่า รับขันธ์ แทนที่คุณจะเป็นฝ่ายรับ คุณกลับต้องเป็นฝ่ายให้หรือเป็นฝ่ายเสียขันธ์(ห้า)ให้พวกผีห่าซาตานไป
คำว่า รับขันธ์ แทนที่คุณจะเป็นฝ่ายรับ คุณกลับต้องเป็นฝ่ายให้หรือเป็นฝ่ายเสียขันธ์(ห้า)ให้พวกผีห่าซาตานไป
ขันธ์ห้าที่คุณต้องสูญเสียไปหลังจากที่คุณไปรับขันธ์ (ผี) รับองค์ หรือ รับสัญญา ยอมเป็นทาสผี
สิ่งที่คุณต้อง สูญเสีย ให้พวกผีห่าซาตานไปก็คือ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์
แล้วคุณจะเหลืออะไร ?
ในเมื่อคุณหลงไปเป็นเหยื่อของพวกมันแล้ว ทุกอย่างในร่างกายของคุณตกเป็นทาสผี คุณบริจาคขันธ์ห้าให้พวกผีไปเพราะถูกพวกผีหลอก
ถ้าคุณบริจาคสังขารบริจาคอวัยวะให้โรงพยาบาล เมื่อคุณเสียชีวิตไปแล้วเขาจึงมีสิทธิ์นำอวัยวะที่คุณบริจาคไปใช้ได้
แต่สัญญา ขันธ์ สามารถใช้ร่างกายและจิตวิญญาณของคุณได้ ไม่ว่าคุณจะตายหรือเป็น!!!
แต่สัญญา ขันธ์ สามารถใช้ร่างกายและจิตวิญญาณของคุณได้ ไม่ว่าคุณจะตายหรือเป็น!!!
"มีคนบอกว่าห้ามไปรับขันธ์โดยเด็ดขาดครับ" แบบนี้จะดูอคติไปหน่อยครับ. วิเคราะห์ดังนี้
๑. การรับขันธ์ควร เป็นทางเลือกสุดท้าย สำหรับผู้ที่ตรวจวิเคราะห์ดวงแล้ว ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เช่นชะตาได้ถูกลิขิตไว้แล้ว..แลเจ้าตัวมีความเลื่อมใส ศรัทธา เชื่อมั่น ไม่สงสัย ได้มีการปฏิบัติบูชาเทพมาระยะหนึ่งก่อนแล้ว จนมีความมั่นใจว่า จะรักษาสัจจะวาจาว่า สิ่งที่ตนรับมาบูชา(องค์เทพประจำตัว) จะยึดมั่นถือมั่นไม่เปลี่ยนแปลง แลตัวเองได้มีการประทับหรือสื่อกับเบื้องบน มีการได้มาซึ่งภาษาเทพ (มิได้หมายรวมไปถึงการไปเปิดโอษฐ เปิดองค์มาก่อน)
๑. การรับขันธ์ควร เป็นทางเลือกสุดท้าย สำหรับผู้ที่ตรวจวิเคราะห์ดวงแล้ว ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เช่นชะตาได้ถูกลิขิตไว้แล้ว..แลเจ้าตัวมีความเลื่อมใส ศรัทธา เชื่อมั่น ไม่สงสัย ได้มีการปฏิบัติบูชาเทพมาระยะหนึ่งก่อนแล้ว จนมีความมั่นใจว่า จะรักษาสัจจะวาจาว่า สิ่งที่ตนรับมาบูชา(องค์เทพประจำตัว) จะยึดมั่นถือมั่นไม่เปลี่ยนแปลง แลตัวเองได้มีการประทับหรือสื่อกับเบื้องบน มีการได้มาซึ่งภาษาเทพ (มิได้หมายรวมไปถึงการไปเปิดโอษฐ เปิดองค์มาก่อน)
ในกรณีที่รับขันธ์จากตำหนักอื่นมาก่อนสิ่งที่ทำได้คือ การขึ้นขันธ์ครูไว้บูชาโดยมมเจตนารมณ์ว่า
ก. บูชาครูทั้งห้า ครูเทพ ครูอาจารย์ ครูอบรมสั่งสอน ครูพัก ครูอักษร
ข. ป้องกันคุณไสย์คุณของ จากเจ้าตำหนักเดิมและสัมภเวสีทั่วไปครับ
ค. เพื่อความมีสิริมงคล เรียกว่า มั่งมี ศรีสุข อยู่เย็นเป็นสุข ร่ำรวยเงินทอง
ง. เพื่อเรียกขวัญ ให้กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัวครับ
จ. เพื่อเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวให้ตั้งมั่นอยู่ในกรรมดีไม่ประพฤติตนให้เสื่อมเสีย
ก. บูชาครูทั้งห้า ครูเทพ ครูอาจารย์ ครูอบรมสั่งสอน ครูพัก ครูอักษร
ข. ป้องกันคุณไสย์คุณของ จากเจ้าตำหนักเดิมและสัมภเวสีทั่วไปครับ
ค. เพื่อความมีสิริมงคล เรียกว่า มั่งมี ศรีสุข อยู่เย็นเป็นสุข ร่ำรวยเงินทอง
ง. เพื่อเรียกขวัญ ให้กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัวครับ
จ. เพื่อเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวให้ตั้งมั่นอยู่ในกรรมดีไม่ประพฤติตนให้เสื่อมเสีย
๒. จะพบเห็นได้ว่าเมื่อไปรับขันธ์มา บางท่านประสบปัญหา
ครอบครัว หรือชีวิตตกต่ำลง มีสาเหตุหลักๆดังนี้
ก. เจ้าตัวไปรับขันธ์ ทั้งๆที่มีกรรมลิขิตติดตัว เช่นทำแท้ง
ฆ่าคนตาย คดโกง แม้กระทั่งพี่น้องตนเอง
ข. เจ้าตัวไปรับขันธ์ทั้งๆที่ต้องอวมงคลอยู่
ค. เจ้าตัวไปรับขันธ์ เนื่องด้วยความโลภเป็นที่ตั้ง แลคิดว่าไม่ได้
ดั่งใจไม่รวยสมปราถนาในสามวันเจ็ดวันก็จะเอาขันธ์ไปทิ้งน้ำ
ง. เจ้าตัวอายุยังน้อย คิดว่าการรับขันธ์จะ ทำให้ตนเองกลายเป็นผู้วิเศษ
จ. เจ้าตัวอายุไม่มาก ยังติดในบ่วงกิเลสตัณหา จะเห็นว่าในโลกของอินเตอร์เน็ต
มีการคุยผ่านเอ็ม บางที่พัฒนาเป็นการทรงผ่านเอ็มเอสเอ็น
แล้วคุยผ่านกัน จนมีเรื่องชู้สาวตามมาก็มาแอบอ้างว่า
เทพในตัวของแต่ละฝ่ายเป็นคู่กันจึงมีความสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาวตามมา
ครอบครัว หรือชีวิตตกต่ำลง มีสาเหตุหลักๆดังนี้
ก. เจ้าตัวไปรับขันธ์ ทั้งๆที่มีกรรมลิขิตติดตัว เช่นทำแท้ง
ฆ่าคนตาย คดโกง แม้กระทั่งพี่น้องตนเอง
ข. เจ้าตัวไปรับขันธ์ทั้งๆที่ต้องอวมงคลอยู่
ค. เจ้าตัวไปรับขันธ์ เนื่องด้วยความโลภเป็นที่ตั้ง แลคิดว่าไม่ได้
ดั่งใจไม่รวยสมปราถนาในสามวันเจ็ดวันก็จะเอาขันธ์ไปทิ้งน้ำ
ง. เจ้าตัวอายุยังน้อย คิดว่าการรับขันธ์จะ ทำให้ตนเองกลายเป็นผู้วิเศษ
จ. เจ้าตัวอายุไม่มาก ยังติดในบ่วงกิเลสตัณหา จะเห็นว่าในโลกของอินเตอร์เน็ต
มีการคุยผ่านเอ็ม บางที่พัฒนาเป็นการทรงผ่านเอ็มเอสเอ็น
แล้วคุยผ่านกัน จนมีเรื่องชู้สาวตามมาก็มาแอบอ้างว่า
เทพในตัวของแต่ละฝ่ายเป็นคู่กันจึงมีความสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาวตามมา
ส่วนมากจะได้ยินคำว่าล้างขันธ์ ในที่นี้อาจารย์หมอยามี ประสงค์ให้ท่านแยกระหว่างการล้างขันธ์ครูกับการล้างขันธ์เทพ
การล้างขันธ์ครู มีจุดประสงค์ว่า
เมื่อท่านใดก็ตามมีความเลื่อมใสในครูอาจารย์ ต่อมาพบว่าประพฤตินอกรีด มีพฤติกรรมอันไม่เหมาะสม ไม่สมควรแก่การเคารพบูชา ก็สามารถทำการล้างขันธ์ หรือจำเริญขันธ์นั้นๆทิ้งไปเสีย
เมื่อท่านใดก็ตามเคยรับขันธ์มาก่อน แล้วเจ้าตำหนักเดิม ประพฤตินอกรีด มีพฤติกรรมอันไม่เหมาะสม ไม่สมควรแก่การเคารพบูชา ก็สามารถทำการล้างขันธ์ หรือจำเริญขันธ์นั้นๆทิ้งไปเสีย
ข้อเตือนใจ เหตุผลนอกเหนือจากนี้ เช่น
๑. มีร่างทรงอื่นๆ มาดูหิ้งท่าน แล้วทำนายทายทักว่า ขันธ์ครูไม่ดีต้องล้างแล้วท่านก็ทำการล้างขันธ์ทิ้ง
๒. ท่านเคยเจ็บป่วย เมื่อรับขันธ์มาอาการดีขึ้น อยากหายไวๆ อยากรวยไวๆมีคนมาทักก็ล้างขันธ์ทิ้ง
๓. รับขันธ์มาเพื่อหวังรวย ไม่รวยทันใจก็ล้างขันธ์ทิ้ง
๔. รับขันธ์มา แล้วไม่สามารถปฏิบัติได้ (ต้องขอขมาครูอาจารย์ก่อนครับ)
๕. รับขันธ์มาแล้วมีครูอาจารย์ ยังไปออดอ้อนเป็นศิษย์หลายสำนักการล้างขันธ์หรือมีพฤติกรรมในลักษณะเช่นนี้ ถือว่าเป็นศิษย์ล้างครูครับ
การล้างขันธ์ครู มีจุดประสงค์ว่า
เมื่อท่านใดก็ตามมีความเลื่อมใสในครูอาจารย์ ต่อมาพบว่าประพฤตินอกรีด มีพฤติกรรมอันไม่เหมาะสม ไม่สมควรแก่การเคารพบูชา ก็สามารถทำการล้างขันธ์ หรือจำเริญขันธ์นั้นๆทิ้งไปเสีย
เมื่อท่านใดก็ตามเคยรับขันธ์มาก่อน แล้วเจ้าตำหนักเดิม ประพฤตินอกรีด มีพฤติกรรมอันไม่เหมาะสม ไม่สมควรแก่การเคารพบูชา ก็สามารถทำการล้างขันธ์ หรือจำเริญขันธ์นั้นๆทิ้งไปเสีย
ข้อเตือนใจ เหตุผลนอกเหนือจากนี้ เช่น
๑. มีร่างทรงอื่นๆ มาดูหิ้งท่าน แล้วทำนายทายทักว่า ขันธ์ครูไม่ดีต้องล้างแล้วท่านก็ทำการล้างขันธ์ทิ้ง
๒. ท่านเคยเจ็บป่วย เมื่อรับขันธ์มาอาการดีขึ้น อยากหายไวๆ อยากรวยไวๆมีคนมาทักก็ล้างขันธ์ทิ้ง
๓. รับขันธ์มาเพื่อหวังรวย ไม่รวยทันใจก็ล้างขันธ์ทิ้ง
๔. รับขันธ์มา แล้วไม่สามารถปฏิบัติได้ (ต้องขอขมาครูอาจารย์ก่อนครับ)
๕. รับขันธ์มาแล้วมีครูอาจารย์ ยังไปออดอ้อนเป็นศิษย์หลายสำนักการล้างขันธ์หรือมีพฤติกรรมในลักษณะเช่นนี้ ถือว่าเป็นศิษย์ล้างครูครับ
ขันธ์ ๕ คือ
เครื่องสักการะบูชาผู้ที่จะมาขอเป็นศิษย์จัดมาให้ครูบาอาจารย์ เพราะในบรรพกาลผ่านมาจวบจนปัจจุบัน การที่จะเรียนรู้สารพัดวิชา จะต้องอาศัยการศึกษาจากผู้ที่เป็นครู และการจะขอเรียนวิชาเหล่านั้นก็จำเป็นต้องจัดตั้งขันธ์ ๕ .....ขันธ์ ๕ ดังกล่าวประกอบด้วย ดอกไม้ขาว ธูป เทียน ผ้าขาว และใช้ใบตองทำกรวยทรงแหลม ๕ กรวย บรรจุดอกไม้ ธูปเทียน ๕ คู่ ใส่ลงในกรวยทั้ง ๕ แล้วจึงนำลงบนผ้าขาวที่วางรองรับอยู่บนพาน หรือภาชนะ แล้วจึงนำเข้าไปกราบครูบาอาจารย์เพื่อขอเป็นศิษย์ .....ซึ่ง...ผู้เป็นครูก็จะตรวจดูดวงชะตา ว่าสมควรที่จะรับเป็นศิษย์ได้หรือไม่ เพราะบางทีจะกลายเป็นศิษย์คิดล้างครูได้ในภายหลัง จึงจำเป็นต้องตรวจเช็คดูเสียก่อน หากไม่ประสงค์ที่จะรับเข้าเป็นศิษย์ก็จะไม่รับขันธ์ ๕ .....หากพิจารณาเห็นสมควรแล้วก็รับขันธ์ ๕ นั้นมา
ขันธ์ ๕ ของมนุษย์
ประกอบไปด้วย รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ .....เทพเป็นจิตวิญญาณ มีขันธ์เพียง ๓ ขันธ์ คือ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ วิญญาณขันธ์ จึงต้องอาศัยการแต่งขันธ์ ๕ ของมนุษย์ ที่จัดตบแต่งขึ้นมาเป็นตัวแทนของตนว่า ยินยอมรับเป็นร่างให้กับเทพองค์นั้นๆ และยังหมายถึงข้อตกลงระหว่างเทพกับมนุษย์ผู้ตกลงปลงใจยอมรับหน้าที่เป็นสังขารขันธ์ให้กับองค์เทพผู้นั้น ไว้ใช้ร่างของตนสร้างบารมี .....โดยมีองค์เทพผู้ทำพิธีมอบขันธ์ให้เป็นสักขีพยาน หากแม้มีใครระหว่างเทพกับมนุษย์มีการผิดข้อตกลง ก็ต้องเดือดร้อนถึงผู้เป็นครูที่เป็นสักขีพยาน จะต้องทำหน้าที่ว่ากล่าวตักเตือนผู้กระทำผิดต่อไป
ดังนั้น.....ความหมายของการรับขันธ์ขององค์เทพ จึงเป็นสัญญาใจ หรือข้อตกลงในการประพฤติปฏิบัติทำหน้าที่เหมือนเป็นตัวแทนแห่งเทพ ...ดังนั้น จึงจึงจำเป็นต้องปฏิบัติตัวให้ถูกต้องในความหมาย ดังนี้
ขันธ์ ๕ หมายถึง การรับศีล ๕ ไปปฏิบัติโดยเคร่งครัด ...ถ้าคิดว่าทำไม่ได้อย่าเผลอไปรับเข้า ...มิฉะนั้นอาจถูกลงโทษได้
ขันธ์ ๘ หมายถึง การรับศีล ๘ ซึ่งจะต้องประพฤติพรหมจรรย์ ห้ามร่วมหลับนอนฉันท์สามีภรรยา งดเว้นอาหารมื้อเย็น
สวดมนต์ไหว้พระ เจริญสมาธิภาวนา เหมือนการถือศีลบวชพราหมณ์นั่นเอง
ขันธ์ ๙ หมายถึง การรับอุโบสถศีล ถือศีล ๘ เคร่งครัด เด็ดดอกไม้ก็ไม่ได้ ดมดอกไม้ หรือเครื่องหอมก็ไม่ได้
อย่าทำตัวเป็นหมา แมว กินแต่อาหารเจ หรือมังสวิรัติ
ขันธ์ ๑๐ หมายถึง ศีลของสามเณร หรือสามเณรี ก็เท่ากับการถือบวชโดยถือสิกขาบท ๑๐ ประการ
ขันธ์ ๑๖ หมานถึง ศีลของนักบวชที่มุ่งการบำเพ็ญสมาธิภาวนา กินอาหารมื้อเดียว งดเว้นของสด ของคาว กินแต่
ผลไม้ เผือก มัน ...ไม่เที่ยวเดินพลุกพล่านอยู่ด้วยการสำรวม
รื่อง ทำบุญพระ ไป บูชาผี (เล่าเรื่องจากผู้ไปรับขันธ์ผี)
เล่าเรื่อง Seeker
จะขอเล่าเรื่องผลที่เกี่ยวเนื่องกับการรับขันธ์ของคนที่ผมรู้จักมาให้ฟังเป็นวิทยาทานครับ
สืบเนื่องจากผมได้พาเพื่อนผมไปหาอาจารย์เสริมศิลป์ ขอนวงค์ ในงานทำบุญกฐินหลวงปู่อ่ำ โดยมีประธาน คือ คุณโฆสิต ล้อศิริรัตน์ ลูกศิษย์ของอาจารย์คนหนึ่งครับ คุณโหน่งและคุณแม่ได้ไปร่วมงานและไปพบอาจารย์เพื่อรับการรักษาจากอาจารย์ เพราะคุณโหน่งที่ขาไม่มีเรี่ยวแรง (เรื่องคุณโหน่ง ผมกำลังเขียนอยู่ครับ) หลังจากโหน่งทำการรักษาเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เคลื่อนย้ายกลุ่มมาทำบุญกันที่วัดหลวงปู่จันทา.. ทำบุญกันแล้วก็สวดมนต์กันตามคอนเซ็บเดิมครับ..
จากนั้นจึงเป็นการรักษาผู้ป่วยที่ทยอยเข้ามารับการรักษาอีก ๒ - ๓ คน..อาการก็หนักเบาต่างกันไป..
จนมาถึงคราวของคุณแม่ของคุณโหน่งบ้าง (ถึงคราวจริง ๆ ครับ ถึงคราวของผีนะครับ) ..ซึ่งตอนมาครั้งแรกก็ไม่ได้คิดหรอกครับว่าจะมารับการรักษาด้วย.. แต่คงจะเห็นหลาย ๆ คนรักษาแล้วพูดไปในทำนองเดียวกันว่าดีขึ้น.. สบายตัวขึ้น.. คุณแม่ของคุณโหน่งซึ่งบ่นว่าปวดหลัง ก็เลยรบกวนให้อาจารย์ตรวจรักษาให้ครับ
อาจารย์ก็วางมีดให้เลยครับ... สเต็ปเดิม.. เริ่มที่กระหม่อม ไล่ลงมาเรื่อย ๆ ก็ไม่มีอะไรผิดปรกติจนพอมาถึงช่วงหลัง.. พออาจารย์วางมีดที่ช่วงส่วนด้านหลังปุ๊บ... ข้าพเจ้าได้ยินเสียงคุณแม่ของโหน่งร้องออกมาสั้นๆ แต่ชัดเจนว่า.. "อุ๊ย.. "
จากนั้นก็ตามมาติด ๆ ด้วยเสียงร้องแสดงความเจ็บปวดพร้อมกับอาการดิ้นทุรนทุราย ..

คุณแม่กรีดร้อง ดิ้นทุรนทุราย แต่ตายังคงหลับอยู่ครับ

ข้าพเจ้าต้องรีบเข้าไปประคองให้คุณแม่ล้มตัวลง

อาจารย์วางมือบนศีรษะของคุณแม่ครับ (ข้าพเจ้านั่งหันหลังอยู่ครับ ใส่เสื้อทีมของกลุ่มครับ อิอิ เพิ่งได้วันนั้นเองครับ อิอิ)
ในขณะที่คุณแม่กรีดร้อง ร้องให้ พร้อมกระทืบเท้าอยู่นั้น อาจารย์ก็วางมือบนศีรษะคุณแม่ แล้วหลับตา

อาจารย์ : "เอ้า ... ไปไปไป ไปเลย"
คุณแม่ : "กรี๊ดดดดด โว๊ยยยย โอ๊ยยยยย กรี๊ดดดด "
อาจารย์ : "ออกไปเลย"
คุณแม่ : "โว๊ยยย โอ๊ยยยยย โอ๊ย! โอ๊ย! แอ่กกก "
คุณแม่ตะโกนสุดเสียงเลยครับ แต่ตาหลับ สลับกระทืบเท้าอยู่อย่างนั้นครับ เสียงเท้ากระแทกพื้นหินขัด แรงมากจนคิดว่าคุณแม่ไม่เจ็บเลยหรือเพราะกระทืบเท้าแรงจริง ๆ ครับ

ดิ้นและร้องอยู่สักพักอาจารย์ก็เริ่มแผ่เมตตาให้ครับ
อาจารย์ : "สัพเพเปตา สัพเพอสุรกายา สัพเพ เปตาวัตถุโย เสเพเปตวิเสยยา สัพเพวินินปาติกา อะเวรา อัพยาปัชชาโหนุตุสุขี ...."
ในขณะที่อาจารย์แผ่เมตตา คุณแม่ก็ร้องให้ น้ำตาไหลพราก ๆ แต่ตายังหลับอยู่ครับ แล้วก็ร้องให้กระทืบเท้า "เฮ้ยยยย โฮ๊ยยย โฮฮฮฮ " สลับไปมาอย่างนี้ครับ จากวีดีโอที่อัดมานั้น ทำให้ไม่ค่อยได้ยินเสียงอาจารย์ เพราะเสียงคุณแม่ดังมากครับ
อาจารย์ : "... สัพพะวิญญาณทั้งหลาย เปรตอสุรกาย ทั้งหลาย .."
ช่วงนี้ล่ะครับ คุณแม่เริ่มหยุดร้อง หยุดกระทืบเท้าแล้วก็เริ่มนอนนิ่ง ๆ
อาจารย์ : "เอ้อ... ไปซะเด้อ ไป มา..ไปด้วยเด้อ "
แล้วอาจารย์ก็หลับตานิ่ง คุณแม่ก็ร้องในลำคอเบา ๆ ครับ อาจารย์วางมือที่ศีรษะของคุณแม่ คุณแม่ก็ร้องอีกครับ "ฮึก ฮืออ อื๊อออ " ฮื้ออ ฮึก ฮือ
อาจารย์ : "ไปเล๊ย ไป ไปเน้อ "
คุณแม่นิ่ง ไปแป๊บเดียวครับ แล้วกระตุกแรง ๆ หนึ่งครั้ง... อาการก็ค่อย ๆ สงบลง...
พอคุณแม่สงบ.. อาจารย์ก็บอกให้ข้าพเจ้าเรียกชื่อให้ตื่น...

ผมเองครับ : "แม่ ... แม่ครับ" พร้อมกับเขย่าตัวท่านด้วย
อาจารย์ : "ฟื้นแล้ว ฟืนแล้ว" "ลืมตา"
เรียกอยู่สักพัก ก็ตื่นขึ้นมา... อาจารย์ก็พยุงตัวคุณแม่ขึ้นให้ลุกขึ้นนั่ง ... ดวงตายังมีน้ำตาไหลอยู่ทั้งสองข้าง พอลืมตาขึ้นมาได้ก็หันไปมองรอบ ๆ.. พร้อมทั้งเช็ดน้ำตา.. หน้าตาแสดงออกบ่งบอกว่า งง..
อาจารย์ : "เอ้า ถามสิ เมื่อกี้เราร้องให้รึเปล่าถามสิ"
คุณปู : "คุณแม่ เมื่อกี้ร้องให้รึเปล่า...."
อาจารย์ : "เมื่อกี้ เราได้ร้องไหม"
คุณแม่ส่ายหน้าครับ
อาจารย์ : "ไม่ได้ร้องนะ"
มีคนบอกให้คุณแม่หันไปหาอาจารย์
อาจารย์ : "เมื่อกี้เราได้ร้องรึเปล่า"
ทนายบวร : "แล้วเห็นอะไรไหม"
อาจารย์ : "เห็นอะไรไหม" "แต่เราได้ร้องใช่ไหม ร้องให้รึเปล่า"
ที่คำถามถามซ้ำ ๆเพราะคุณแม่เช็ดน้ำตา ยังคงมึนเบลอ ๆ อยู่เลยครับ คนช่วยกันถามตั้งหลายคน (ไทยรวมกำลังตั้งมั่น ...)
คุณแม่ : "ไม่รู้เหมือนกัน" พูดพลางเช็ดน้ำตาไปพลาง
อาจารย์ : "แต่เราร้องรึเปล่า"
คุณแม่ทำท่าคิดแล้วก็พยักหน้า : "ร้องนะ"
อาจารย์ : "เอ้า.. ถ้าร้อง ร้องให้ให้ดูหน่อยสิ"
คุณแม่งง ๆ แล้วก็ทำท่าร้องให้ครับ "แง แง " แกร้องแค่นี้ครับ ร้องให้ของคุณแม่
ผมสอบถามหลังจากนั้นเพิ่มเติมด้วยครับ เพราะช่วงนั้นคนหลายคน ทั้งลุ้นทั้งยิงคำถามแม่เขาเบลอครับ คำตอบที่ได้คือไม่รู้เรื่องเลย... จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าตัวเองร้องไห้ แต่ รู้สึกเหมือนฝัน... ฝันว่ารู้สึกโกรธ.. อยากกระทืบเท้า... อยากร้องดังๆ... อยากจะร้องไห้.... ก็ฮากันทั้งพระธาตุสิครับ..
แล้วอาจารย์ก็บอกให้ลองลุกขึ้น.. และลองขยับตัว ก้มลงหรือขยับบิดเอวไปมา ที่เมื่อก่อนมารักษาเมื่อก้มตัวแล้วจะปวดบริเวณเอว และด้านหลัง ... เมื่อลงขยับตัว ก้มเงย... ก็ปรากฏว่าไม่มีอาการปวดเอวอีกเลย
จากนั้นก็มีการสอบถามกันไปมาว่ามันเกิดจากอะไร.. และจุดเริ่มต้นมาจากไหน... ซึ่งรายละเอียดพอจะสรุปคร่าว ๆ ได้ดังนี้
คุณแม่ของคุณโหน่งนั้น เมื่อประมาณ 20 กว่าปีก่อนโน้น..ได้มีเพื่อนมาชวนไปดูหมอ ผูกดวงคุณก็ไปแบบงั้น ๆ ไม่ได้คิดอะไร แต่พอไปถึง.. แม่หมอ (หรือพ่อหมอก็ไม่ทราบได้) บอกว่าคุณแม่มีร่างบริสุทธิ์ และที่องค์.. ให้มารับขันธ์ซะ เพื่อจะได้มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คอยคุ้มครอง... แม่โหน่งเองก็ไม่ได้รู้เรื่องอะไรมาก.. เห็นเพื่อน ๆ คะยั้นคะยอให้ไปรับขันธ์กับแม่หมอเลยตัดลำคาญไปรับ ๆ ซะให้จบ ๆ...
หลังจากนั้นมาแม่ก็มักจะมีองค์มาลงอยู่ประจำ... อ้างว่าเป็นองค์นั้นบ้าง.. องค์นี้บ้าง.. รวมๆแล้วก็ ๕ - ๖ องค์เลย...
ต่อมา.. ได้มีคุณแม่ (ท่านปฏิบัติธรรม)อะไรข้าพเจ้าก็จำไม่ได้ซึ่งเป็นที่เคารพของครอบครัวคุณโหน่งมาทักว่าคุณแม่ไปรับสิ่งไม่ดีของใครมาเยอะแยะ.. คุณแม่คนนั้นจึงได้ทำการปลดปล่อยออกให้ ก็เข้าใจว่าคงหมดไปแล้ว...แต่ตัวของคุณแม่คุณโหน่งเองก็ยังมีองค์มาลงอยู่อีกหนึ่งองค์อ้างตัวเองว่าเป็นกุมารทอง ก็มาอยู่กับแม่มานาน.. รวม ๆ แล้วก็ ๒๐ กว่าปีนั่นแหล่ะ จนคนในครอบครัวคุ้นเคยจนถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวไปเลยทีเดียว เพราะชอบมาลงที่คุณแม่ และพูดคุยหยอกล้อกับคนในบ้านกับคนในบ้านอยู่เสมอๆ จึงทำให้คนในบ้านคุ้นเคย.. อีกทั้งยังทำให้คุณแม่ของคุณโหน่งรู้สึกกระปรี้กระเปร่าอยู่ตลอด.. ยิ่งถ้าวันไหนไปวัดทำบุญ.. แม่ของโหน่งจะเป็นคนที่เดินเร็วมาก.. และไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเลย... จึงทำให้ไม่รู้สึกกลัวสิ่งที่เรียกตัวเองว่ากุมารทอง
แต่มาเมื่อ ๒ - ๓ ปีให้หลังนี้เองที่แม่ของโหน่งรู้สึกปวดหลังปวดเอวอย่างไม่มีสาเหตุ.. เวลาก้มลงหยิบของก็จะรู้สึกเจ็บปวดมาก ถึงขั้นลุกไม่ขึ้นเลยทีเดียว... แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก.. คิดว่าเป็นโรคผู้สูงอายุปรกติ..
จนมาพบอาจารย์ในครั้งนี้นี่เอง.. ถึงได้กระจ่างใจว่า... สิ่งที่เกาะติดอยู่กับตัวเองตลอด ๒๐ กว่าปีนั้น.. คืออะไร จากการสอบถาม อาจารย์ได้ความว่า... สิ่งที่อยู่ในตัวแม่ของโหน่ง... ไม่ใช่กุมารทอง.. อยู่มานานแล้ว.. จนมีอิทธิฤทธิ์ พอสมควร ที่คุณแม่โหน่งรู้สึกปวดเอวนั้นเพราะว่าสิ่งนี้เค้าไปอาศัย
อยู่ที่บริเวณส่วนเอวของคุณแม่โหน่งนั่นเอง.. ต่อคำถามที่ว่า.. ถ้าเป็นสิ่งไม่ดีทำไมเวลาแม่เข้าวัดทำบุญ แม่ถึงได้กระปรี้กระเปร่า ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยอย่างนั้น.. ก็ได้รับคำตอบว่า.. เพราะว่าเค้าต้องการผลบุญนั่นเอง ยิ่งเราทำบุญมากๆ.. เขาก็ยิ่งชอบ.... แล้วไม่ดีหรือ.. ที่เค้าชอบทำบุญ... ดีครับ..
เล่าเรื่อง Seeker
จะขอเล่าเรื่องผลที่เกี่ยวเนื่องกับการรับขันธ์ของคนที่ผมรู้จักมาให้ฟังเป็นวิทยาทานครับ
สืบเนื่องจากผมได้พาเพื่อนผมไปหาอาจารย์เสริมศิลป์ ขอนวงค์ ในงานทำบุญกฐินหลวงปู่อ่ำ โดยมีประธาน คือ คุณโฆสิต ล้อศิริรัตน์ ลูกศิษย์ของอาจารย์คนหนึ่งครับ คุณโหน่งและคุณแม่ได้ไปร่วมงานและไปพบอาจารย์เพื่อรับการรักษาจากอาจารย์ เพราะคุณโหน่งที่ขาไม่มีเรี่ยวแรง (เรื่องคุณโหน่ง ผมกำลังเขียนอยู่ครับ) หลังจากโหน่งทำการรักษาเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เคลื่อนย้ายกลุ่มมาทำบุญกันที่วัดหลวงปู่จันทา.. ทำบุญกันแล้วก็สวดมนต์กันตามคอนเซ็บเดิมครับ..
จากนั้นจึงเป็นการรักษาผู้ป่วยที่ทยอยเข้ามารับการรักษาอีก ๒ - ๓ คน..อาการก็หนักเบาต่างกันไป..
จนมาถึงคราวของคุณแม่ของคุณโหน่งบ้าง (ถึงคราวจริง ๆ ครับ ถึงคราวของผีนะครับ) ..ซึ่งตอนมาครั้งแรกก็ไม่ได้คิดหรอกครับว่าจะมารับการรักษาด้วย.. แต่คงจะเห็นหลาย ๆ คนรักษาแล้วพูดไปในทำนองเดียวกันว่าดีขึ้น.. สบายตัวขึ้น.. คุณแม่ของคุณโหน่งซึ่งบ่นว่าปวดหลัง ก็เลยรบกวนให้อาจารย์ตรวจรักษาให้ครับ
อาจารย์ก็วางมีดให้เลยครับ... สเต็ปเดิม.. เริ่มที่กระหม่อม ไล่ลงมาเรื่อย ๆ ก็ไม่มีอะไรผิดปรกติจนพอมาถึงช่วงหลัง.. พออาจารย์วางมีดที่ช่วงส่วนด้านหลังปุ๊บ... ข้าพเจ้าได้ยินเสียงคุณแม่ของโหน่งร้องออกมาสั้นๆ แต่ชัดเจนว่า.. "อุ๊ย.. "
จากนั้นก็ตามมาติด ๆ ด้วยเสียงร้องแสดงความเจ็บปวดพร้อมกับอาการดิ้นทุรนทุราย ..
คุณแม่กรีดร้อง ดิ้นทุรนทุราย แต่ตายังคงหลับอยู่ครับ
ข้าพเจ้าต้องรีบเข้าไปประคองให้คุณแม่ล้มตัวลง
อาจารย์วางมือบนศีรษะของคุณแม่ครับ (ข้าพเจ้านั่งหันหลังอยู่ครับ ใส่เสื้อทีมของกลุ่มครับ อิอิ เพิ่งได้วันนั้นเองครับ อิอิ)
ในขณะที่คุณแม่กรีดร้อง ร้องให้ พร้อมกระทืบเท้าอยู่นั้น อาจารย์ก็วางมือบนศีรษะคุณแม่ แล้วหลับตา
อาจารย์ : "เอ้า ... ไปไปไป ไปเลย"
คุณแม่ : "กรี๊ดดดดด โว๊ยยยย โอ๊ยยยยย กรี๊ดดดด "
อาจารย์ : "ออกไปเลย"
คุณแม่ : "โว๊ยยย โอ๊ยยยยย โอ๊ย! โอ๊ย! แอ่กกก "
คุณแม่ตะโกนสุดเสียงเลยครับ แต่ตาหลับ สลับกระทืบเท้าอยู่อย่างนั้นครับ เสียงเท้ากระแทกพื้นหินขัด แรงมากจนคิดว่าคุณแม่ไม่เจ็บเลยหรือเพราะกระทืบเท้าแรงจริง ๆ ครับ
ดิ้นและร้องอยู่สักพักอาจารย์ก็เริ่มแผ่เมตตาให้ครับ
อาจารย์ : "สัพเพเปตา สัพเพอสุรกายา สัพเพ เปตาวัตถุโย เสเพเปตวิเสยยา สัพเพวินินปาติกา อะเวรา อัพยาปัชชาโหนุตุสุขี ...."
ในขณะที่อาจารย์แผ่เมตตา คุณแม่ก็ร้องให้ น้ำตาไหลพราก ๆ แต่ตายังหลับอยู่ครับ แล้วก็ร้องให้กระทืบเท้า "เฮ้ยยยย โฮ๊ยยย โฮฮฮฮ " สลับไปมาอย่างนี้ครับ จากวีดีโอที่อัดมานั้น ทำให้ไม่ค่อยได้ยินเสียงอาจารย์ เพราะเสียงคุณแม่ดังมากครับ
อาจารย์ : "... สัพพะวิญญาณทั้งหลาย เปรตอสุรกาย ทั้งหลาย .."
ช่วงนี้ล่ะครับ คุณแม่เริ่มหยุดร้อง หยุดกระทืบเท้าแล้วก็เริ่มนอนนิ่ง ๆ
อาจารย์ : "เอ้อ... ไปซะเด้อ ไป มา..ไปด้วยเด้อ "
แล้วอาจารย์ก็หลับตานิ่ง คุณแม่ก็ร้องในลำคอเบา ๆ ครับ อาจารย์วางมือที่ศีรษะของคุณแม่ คุณแม่ก็ร้องอีกครับ "ฮึก ฮืออ อื๊อออ " ฮื้ออ ฮึก ฮือ
อาจารย์ : "ไปเล๊ย ไป ไปเน้อ "
คุณแม่นิ่ง ไปแป๊บเดียวครับ แล้วกระตุกแรง ๆ หนึ่งครั้ง... อาการก็ค่อย ๆ สงบลง...
พอคุณแม่สงบ.. อาจารย์ก็บอกให้ข้าพเจ้าเรียกชื่อให้ตื่น...
ผมเองครับ : "แม่ ... แม่ครับ" พร้อมกับเขย่าตัวท่านด้วย
อาจารย์ : "ฟื้นแล้ว ฟืนแล้ว" "ลืมตา"
เรียกอยู่สักพัก ก็ตื่นขึ้นมา... อาจารย์ก็พยุงตัวคุณแม่ขึ้นให้ลุกขึ้นนั่ง ... ดวงตายังมีน้ำตาไหลอยู่ทั้งสองข้าง พอลืมตาขึ้นมาได้ก็หันไปมองรอบ ๆ.. พร้อมทั้งเช็ดน้ำตา.. หน้าตาแสดงออกบ่งบอกว่า งง..
อาจารย์ : "เอ้า ถามสิ เมื่อกี้เราร้องให้รึเปล่าถามสิ"
คุณปู : "คุณแม่ เมื่อกี้ร้องให้รึเปล่า...."
อาจารย์ : "เมื่อกี้ เราได้ร้องไหม"
คุณแม่ส่ายหน้าครับ
อาจารย์ : "ไม่ได้ร้องนะ"
มีคนบอกให้คุณแม่หันไปหาอาจารย์
อาจารย์ : "เมื่อกี้เราได้ร้องรึเปล่า"
ทนายบวร : "แล้วเห็นอะไรไหม"
อาจารย์ : "เห็นอะไรไหม" "แต่เราได้ร้องใช่ไหม ร้องให้รึเปล่า"
ที่คำถามถามซ้ำ ๆเพราะคุณแม่เช็ดน้ำตา ยังคงมึนเบลอ ๆ อยู่เลยครับ คนช่วยกันถามตั้งหลายคน (ไทยรวมกำลังตั้งมั่น ...)
คุณแม่ : "ไม่รู้เหมือนกัน" พูดพลางเช็ดน้ำตาไปพลาง
อาจารย์ : "แต่เราร้องรึเปล่า"
คุณแม่ทำท่าคิดแล้วก็พยักหน้า : "ร้องนะ"
อาจารย์ : "เอ้า.. ถ้าร้อง ร้องให้ให้ดูหน่อยสิ"
คุณแม่งง ๆ แล้วก็ทำท่าร้องให้ครับ "แง แง " แกร้องแค่นี้ครับ ร้องให้ของคุณแม่
ผมสอบถามหลังจากนั้นเพิ่มเติมด้วยครับ เพราะช่วงนั้นคนหลายคน ทั้งลุ้นทั้งยิงคำถามแม่เขาเบลอครับ คำตอบที่ได้คือไม่รู้เรื่องเลย... จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าตัวเองร้องไห้ แต่ รู้สึกเหมือนฝัน... ฝันว่ารู้สึกโกรธ.. อยากกระทืบเท้า... อยากร้องดังๆ... อยากจะร้องไห้.... ก็ฮากันทั้งพระธาตุสิครับ..
แล้วอาจารย์ก็บอกให้ลองลุกขึ้น.. และลองขยับตัว ก้มลงหรือขยับบิดเอวไปมา ที่เมื่อก่อนมารักษาเมื่อก้มตัวแล้วจะปวดบริเวณเอว และด้านหลัง ... เมื่อลงขยับตัว ก้มเงย... ก็ปรากฏว่าไม่มีอาการปวดเอวอีกเลย
จากนั้นก็มีการสอบถามกันไปมาว่ามันเกิดจากอะไร.. และจุดเริ่มต้นมาจากไหน... ซึ่งรายละเอียดพอจะสรุปคร่าว ๆ ได้ดังนี้
คุณแม่ของคุณโหน่งนั้น เมื่อประมาณ 20 กว่าปีก่อนโน้น..ได้มีเพื่อนมาชวนไปดูหมอ ผูกดวงคุณก็ไปแบบงั้น ๆ ไม่ได้คิดอะไร แต่พอไปถึง.. แม่หมอ (หรือพ่อหมอก็ไม่ทราบได้) บอกว่าคุณแม่มีร่างบริสุทธิ์ และที่องค์.. ให้มารับขันธ์ซะ เพื่อจะได้มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คอยคุ้มครอง... แม่โหน่งเองก็ไม่ได้รู้เรื่องอะไรมาก.. เห็นเพื่อน ๆ คะยั้นคะยอให้ไปรับขันธ์กับแม่หมอเลยตัดลำคาญไปรับ ๆ ซะให้จบ ๆ...
หลังจากนั้นมาแม่ก็มักจะมีองค์มาลงอยู่ประจำ... อ้างว่าเป็นองค์นั้นบ้าง.. องค์นี้บ้าง.. รวมๆแล้วก็ ๕ - ๖ องค์เลย...
ต่อมา.. ได้มีคุณแม่ (ท่านปฏิบัติธรรม)อะไรข้าพเจ้าก็จำไม่ได้ซึ่งเป็นที่เคารพของครอบครัวคุณโหน่งมาทักว่าคุณแม่ไปรับสิ่งไม่ดีของใครมาเยอะแยะ.. คุณแม่คนนั้นจึงได้ทำการปลดปล่อยออกให้ ก็เข้าใจว่าคงหมดไปแล้ว...แต่ตัวของคุณแม่คุณโหน่งเองก็ยังมีองค์มาลงอยู่อีกหนึ่งองค์อ้างตัวเองว่าเป็นกุมารทอง ก็มาอยู่กับแม่มานาน.. รวม ๆ แล้วก็ ๒๐ กว่าปีนั่นแหล่ะ จนคนในครอบครัวคุ้นเคยจนถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวไปเลยทีเดียว เพราะชอบมาลงที่คุณแม่ และพูดคุยหยอกล้อกับคนในบ้านกับคนในบ้านอยู่เสมอๆ จึงทำให้คนในบ้านคุ้นเคย.. อีกทั้งยังทำให้คุณแม่ของคุณโหน่งรู้สึกกระปรี้กระเปร่าอยู่ตลอด.. ยิ่งถ้าวันไหนไปวัดทำบุญ.. แม่ของโหน่งจะเป็นคนที่เดินเร็วมาก.. และไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเลย... จึงทำให้ไม่รู้สึกกลัวสิ่งที่เรียกตัวเองว่ากุมารทอง
แต่มาเมื่อ ๒ - ๓ ปีให้หลังนี้เองที่แม่ของโหน่งรู้สึกปวดหลังปวดเอวอย่างไม่มีสาเหตุ.. เวลาก้มลงหยิบของก็จะรู้สึกเจ็บปวดมาก ถึงขั้นลุกไม่ขึ้นเลยทีเดียว... แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก.. คิดว่าเป็นโรคผู้สูงอายุปรกติ..
จนมาพบอาจารย์ในครั้งนี้นี่เอง.. ถึงได้กระจ่างใจว่า... สิ่งที่เกาะติดอยู่กับตัวเองตลอด ๒๐ กว่าปีนั้น.. คืออะไร จากการสอบถาม อาจารย์ได้ความว่า... สิ่งที่อยู่ในตัวแม่ของโหน่ง... ไม่ใช่กุมารทอง.. อยู่มานานแล้ว.. จนมีอิทธิฤทธิ์ พอสมควร ที่คุณแม่โหน่งรู้สึกปวดเอวนั้นเพราะว่าสิ่งนี้เค้าไปอาศัย
อยู่ที่บริเวณส่วนเอวของคุณแม่โหน่งนั่นเอง.. ต่อคำถามที่ว่า.. ถ้าเป็นสิ่งไม่ดีทำไมเวลาแม่เข้าวัดทำบุญ แม่ถึงได้กระปรี้กระเปร่า ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยอย่างนั้น.. ก็ได้รับคำตอบว่า.. เพราะว่าเค้าต้องการผลบุญนั่นเอง ยิ่งเราทำบุญมากๆ.. เขาก็ยิ่งชอบ.... แล้วไม่ดีหรือ.. ที่เค้าชอบทำบุญ... ดีครับ..
ดีสำหรับเค้า... แต่ไม่ดีสำหรับเรา..
เพราะบุญที่เราตั้งใจทำมาทั้งหมดทั้งหลายเหล่านั้น... ต้องปันไปให้วิญญาณตัวที่ ผู้ไปรับขันธ์มา เพราะแค่คำว่า "ยอมรับขันธ์ผี" "รู้" หรือ "ไม่รู้" ก็ต้องเลี้ยงผีด้วยบุญที่เราทำครับ เขาไม่ใช่ญาติ เราไม่รู้จัก ไม่คุ้มเลยครับ ....
เรื่องราวข้างต้นเป็นเรื่องจริงซึ่งข้าพเจ้าอยู่ในเหตุการณ์และรับรู้เรื่องราวโดยตรงด้วยสองตาและจากการสอบถามความเป็นมาจากแม่ของโหน่งโดยตรงครับ ข้อแแนะนำสำหรับข้าพเจ้าคือ..
อย่าไปรับขันธ์ใครเค้ามาดีที่สุดครับ...ลำพังแค่ขันธ์ ๕ ของตัวเราเองก็ยังดูแลลำบากอยู่แล้วครับ
เพราะบุญที่เราตั้งใจทำมาทั้งหมดทั้งหลายเหล่านั้น... ต้องปันไปให้วิญญาณตัวที่ ผู้ไปรับขันธ์มา เพราะแค่คำว่า "ยอมรับขันธ์ผี" "รู้" หรือ "ไม่รู้" ก็ต้องเลี้ยงผีด้วยบุญที่เราทำครับ เขาไม่ใช่ญาติ เราไม่รู้จัก ไม่คุ้มเลยครับ ....
เรื่องราวข้างต้นเป็นเรื่องจริงซึ่งข้าพเจ้าอยู่ในเหตุการณ์และรับรู้เรื่องราวโดยตรงด้วยสองตาและจากการสอบถามความเป็นมาจากแม่ของโหน่งโดยตรงครับ ข้อแแนะนำสำหรับข้าพเจ้าคือ..
อย่าไปรับขันธ์ใครเค้ามาดีที่สุดครับ...ลำพังแค่ขันธ์ ๕ ของตัวเราเองก็ยังดูแลลำบากอยู่แล้วครับ
วันพุธที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
พระราหู คืออะไร? (อินทรีย์เมฆาเรียบเรียง)
ขอขอบคุณสื่อต่างๆ
สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า รัชกาลที่ 6 ซึ่งทรงสนพระทัยในเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทรงค้นพบว่า
พระราหู ว่าเป็นโอรสพระพฤหัสบดีกับนางสิงหิกา
ตามความนิยมกันว่าพระราหูอมพระอาทิตย์และพระจันทร์
ในเวลาอุปราคานั้นมีเรื่องเล่ามาว่า เดิมพระราหูเป็นอสูร แต่เมื่อเวลากวนน้ำอมฤตนั้นได้แปลงรูปเป็นเทวดา พระอาทิตย์กับพระจันทร์ซึ่งนั่งอยู่ด้วยกันได้ท้วงแก่พระนารายณ์ว่า
มีอสูรอีก 1 ตนได้กินน้ำอมฤตแล้ว พระนารายณ์จึงตัดเศียรอสูรนั้นเพื่อลงอาญา
แต่อสูรนั้นได้น้ำอมฤตแล้ว เพราะฉะนั้นทั้งเศียรทั้งกายก็มิได้ตาย
พระนารายณ์จึงตัดนามภาคเศียรว่า ราหู ให้อยู่ทางที่ลับแห่งจันทรโคจร
ตั้งนามกายภาคว่า เกตุ ให้อยู่ทางที่แจ้งแห่งจันทรโคจร กับอนุญาตว่าเพื่อแก้แค้น
ให้ราหูมีเวลาได้เข้าใกล้พระอาทิตย์ พระจันทร์ และกระทำให้มัวหม่น ร่างกายซูบผอมคลำไป
เนื้อหาจากเว็บไซต์ ศีล5 ดอทเน็ต
ปัจจุบันมีผู้สนใจบูชา ราหู เป็นจำนวนมากในเวลาที่มีการเกิดปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ คือ อุปราคาซึ่งเป็นเพียงการเกิดเงาบัง ดวงอาทิตย์ หรือ ดวงจันทร์ ตามวิถีการโคจรของดวงดาวเท่านั้นเอง
หลวงปู่ได้เป็นห่วงลูกหลาน ที่หลงงมงายกับการบูชา ราหู ซึ่งเป็นที่มาของ บทโศลกข้างต้น ที่ท่านได้กล่าวขึ้นมา เมื่อตอนแสดงธรรมประจำต้นเดือน วันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2545 หลวงปู่จึงได้ดำริให้นำเรื่องของราหู ซึ่งเป็นเพียง อสูร ตนหนึ่ง มาลงเป็นนิทานธรรมะ ให้ลูกหลานได้อ่านและทราบกัน โดยที่มาของนิทานเรื่องนี้มาจากหนังสือโบราณ ที่กล่าวถึงกำเนิดเทวะ ในตอนที่กล่าวถึงว่า..
เทพและมารทั้งหลายได้มีความรู้สึกกลัวความแก่ ความเจ็บและความตาย อีกทั้งประจวบกับบรรดามารและเทพทั้งหลายได้เห็น พวกพ้องมิตรสหายทั้งหลายได้หมดบุญหมดวาสนาจากอัตภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน จะต้องไปเกิดในที่อันไม่พึงปรารถนา ต่างฝ่ายต่างก็ให้ปริวิตกกังวล กลัวเวลาแห่งการที่ต้องไปเกิด ในที่อันไม่น่าปรารถนาของตนจะมาถึง ต่างก็พยายามแสวงหาวิธีเอาตัวรอดจากมรณะและภพภูมิอันไม่พึงปรารถนา ทั้งเทพและพรหมมารทั้งปวงก็พากันมาประชุมปรึกษาหาวิธีแก้มรณกรรมอันจะเกิดขึ้นแก่ตน (เข้าใจว่ายุคนั้นคงจะยังไม่ปรากฏ พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ จึงยังไม่มีใครบอกและสอนถึงวิธีพ้นจากเกิด แก่ เจ็บ และตาย)
ทุกตนในเทวสภาและพญามารทั้งหลาย ก็เห็นสมควรจะต้องไปปรึกษาท่านผู้รู้ และท่านผู้รู้เหล่านั้นก็คือ ครู อาจารย์ของตน ซึ่งเป็นฤๅษีดาบส อยู่ ณ ป่าหิมวันต์ ครั้นปรึกษาเป็นที่ตกลงกันเช่นนั้นแล้ว ต่างฝ่ายต่างก็สำแดงเดชานุภาพ เหาะมาสู่ ณ ที่พักแห่งอาจารย์ของตน และพากันแจ้งเหตุที่มาหาให้แก่อาจารย์ของตนได้ฟัง บรรดาเทพฤๅษีผู้เป็นอาจารย์ของเทพและมารทั้งหลาย ได้เห็นความปริวิตกของสัทธิวิหาริกคือลูกศิษย์ของตนเช่นนั้น ก็นั่งพิเคราะห์ดูด้วยญาณ (ซึ่งมิได้ประกอบด้วยปัญญาหยั่งรู้)ก็ได้รู้วิธีที่จะเอาชนะมรณกรรมได้ด้วยการหาของบริสุทธิ์และศักดิ์สิทธิ์ทั้งพันชนิด และน้ำบริสุทธิ์ทั้งหมื่นโลกธาตุมารวมกัน และคละประกอบด้วยเทพมนต์อันศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่หมื่นคาบ และใช้เทพโอสถที่มีชีวิตทั้ง ๗ ชนิด บดเข้าด้วยกันด้วยภูเขาชิเนรุมาศ และใช้น้ำตาของพญานาคทั้ง ๘ เป็นตัวผสานเมื่อเทพฤๅษีทั้งหลายได้รู้วิธีเอาชนะมรณกรรมแล้วก็แจ้งแก่บรรดาเทพและมารผู้เป็นลูกศิษย์ พร้อมกับให้แยกย้ายกันไปหาสรรพยาทั้งหลาย เทพและมารทั้งปวงเมื่อได้ฟังมาว่ามีวิธีที่จะเอาชนะมรณกรรมได้โดยการกวนยาวิเศษก็โห่ร้องด้วยความลิงโลด แล้วจัดแบ่งหน้าที่ที่จะไปเอาของวิเศษทั้งหลายในทิศทางต่างๆ มารวมกัน
ครั้นเมื่อได้ของวิเศษมาครบตามจำนวนที่ต้องการแล้ว เทพฤๅษีผู้เป็นอาจารย์ทั้งหลายก็มีบัญชาให้พญาครุฑไปยกเขาพระสุเมรุ มาทำเครื่องบด แล้วให้พระธรณีเนรมิตสถานที่บด พร้อมทั้งสั่งการบรรดาเทพและมารทั้งปวงให้เทของวิเศษทั้งหลายรวมกัน แล้วให้พญาครุฑวางเขาพระสุเมรุทับแล้วสั่งให้พญานาคทั้งเจ็ดเนรมิตกายให้ยืดยาวประดุจดังเชือกเส้นใหญ่ทั้งเจ็ดรวมกันให้เทวะทั้งหลายจับปลายเชือกด้านซ้าย ยักษ์และมารทั้งหลายจับปลายเชือกด้วนขวา เทพฤๅษีผู้เป็นอาจารย์ของเทวดาอยู่ด้านหน้า เทพฤๅษีผู้เป็นอาจารย์ของยักษ์และมารทั้งหลายอยู่ด้านหลัง ทั้งสองด้านได้พร้อมกันสาธยายเทพมนต์ ในขณะที่เทพและมารช่วยกันฉุดเชือกนาคเพื่อให้เขาพระสุเมรุนั้นหมุนไปทางด้วนซ้ายและขวา โดยมีพญาครุฑคอยหัวเหาะพยุงเขาพระสุเมรุอยู่ด้านบน ยาทิพย์นี้ใช้เวลาบดอยู่
เจ็ดปี เจ็ดเดือน เจ็ดวันจึงจะสำเร็จในขณะที่กำลังบดยาทิพย์ด้วยความขะมักเขม้น เหล่าเทวดาทั้งหลายก็ออกอุบายให้ยักษ์และมารทั้งปวงออกกำลังดึงแต่ฝ่ายดียว เมื่อถึงคราวที่ฝ่ายตนจะดึงก็พากันใช้นิ้วเอื้อมไปแหย่สะดือพญานาค เมื่อพญานาคโดนแหย่สะดือ ก็ให้รู้สึกแสยง ยกตัวให้สั้นลง ในขณะที่ยักษ์ทั้งหลายดึงอยู่ด้วยก็ทำให้เขาพระสุเมรุหมุนไปทางเทวดา ทำให้ดูประหนึ่งว่าเทวดาดึงให้หมุนด้วยกำลัง และเป็นจังหวะที่เทวดาทั้งปวงส่งเสียงให้เหมือนว่ากำลังจะออกแรงอย่างเต็มที่ ทำอยู่ดังนี้ตลอดไป เจ็ดปี เจ็ดเดือน และเจ็ดวันครั้นเมื่อยาทิพย์ปรุงสำเร็จเสร็จสิ้นแล้ว เทพฤๅษี พญาครุฑ พญานาค ยักษ์มาร ทั้งหลายก็พากันอ่อนแรงไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ เหล่าเทวดาทั้งหลาย เห็นได้ทีก็ชิงเอายาทิพย์ทั้งหลายเหาะขึ้นไปยังทิพย์วิมานของตน กล่าวฝ่ายพญามาร ยักษ์ ครุฑ และนาคทั้งหลาย เมื่อได้สติฟื้น ก็ได้พากันมาสำรวจดูยาทิพย์ จึงได้รู้ว่าหายไปหมดแล้วพร้อมกับหมู่เทวดาทั้งปวง ก็พากันโกรธแค้นเทวดา แต่ก็ไม่สามารถจะทำอะไรได้ เพราะครูฤๅษีได้ห้ามไว้ว่า เมื่อเทวดานั้นได้กินยาทิพย์นั้นเข้าไปแล้วจักเป็นผู้มีเดช มีอานุภาพมาก และฆ่าก็จะไม่ตาย เราทั้งหลายไม่สามารถต่อกรได้ มารทั้งหลายต่างฝ่ายต่างก็เก็บเอาความเจ็บแค้นเอาไว้ในอุรา แล้วพากันกลับไปยังที่อยู่ของตนในหมู่ของมารทั้งหลาย ยังมียักษ์ตนหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า อสุรินทรราหู ซึ่งเป็นบุตรของนางยักษ์ชื่อวิปจิตกับเทพชื่อพฤหัส ได้ครุ่นคิดเคียดแค้นแน่นอยู่ในอก คิดหาวิธีที่จะชิงเอายาทิพย์กลับคืนมาจากเทวดาให้ได้คิดไปคิดมาจึงนึกขึ้นมาได้ว่า บิดาของเราคือพระพฤหัส ซึ่งเป็นเทวดา ถึงเราจะมีมารดาเป็นยักษ์แต่เราก็มีเลือดของพ่ออยู่ด้วย ถ้าเราแปลงกายเป็นเทพไปเข้าร่วมหมู่ของเทวดาเพื่อจะขอแบ่งยาทิพย์พวกเทพเหล่านั้นคงจะจับเราไม่ได้ ถึงแม้ว่าพวกเทพเหล่านั้นจะสามารถสัมผัสกลิ่นอันเป็นทิพย์ได้ เราก็มีกลิ่นกายของเทวดาอยู่ในตัวเหมือนกัน พวกมันคงจะไม่รู้หรอกน่า ว่าเราแปลงกายไป คิดดังนั้นแล้วอสุรินทรราหูร่ายเวทย์จำแลงกายเป็นเทวดาแล้วก็เหาะขึ้นไปสู่เทวสภาพร้อมกับเข้าไปสู่หมู่ของเทวดาทั้งหลายเพื่อขอส่วนแบ่งยาทิพย์ ขณะนั้นเหล่าเทวดาทั้งหลายก็กำลังประชุมฉลองชัยชนะที่สามารถใช้กลอุบายเอาชนะพญามารและยักษ์ทั้งหลายได้ พร้อมกับชิงเอายาทิพย์มาเป็นของตน ได้สำเร็จ และแจกจ่ายยาทิพย์ให้แก่เหล่าเทวดาทั้งหลายขณะนั้นอสุรินทรราหู จำแลงก็ได้รับส่วนแบ่งยาทิพย์กับเขาด้วย มิทันช้า อสุรินทรราหูจำแลงก็รีบกลืนยาวิเศษนั้นทันที ยาก็ได้สำแดงเดช ทำให้อสุรินทรราหูและเทวดาทั้งปวงมีอาการมึนเมาไปกันทั่วหน้ามนต์ที่จำแลงแปลงกายก็คลายออก เทพอาทิตย์และจันทร์ได้สังเกตเห็นว่า อสูรแปลงกายมากินยา ก็พากันโวยวายและเรียกพวกเทวดาให้ช่วยกันจับ เป็นที่ตะลุมบอนโกลาหล แต่ก็หาจับได้ไม่เมื่อจับเป็นไม่ได้ ก็ต้องจับตาย เหล่าเทวดาทั้งหลายก็พากัน รุมตีฟันอสุรินทรราหู เป็นการใหญ่ แต่ก็หาได้ทำอันตรายแก่อสุทริราหูได้ไม่ แถมยังแสดงเดชา รุกรบ ต่อยตี หมู่เทวดาทั้งหลายจนพ่ายแพ้หนีกระเจิดกระเจิง เหล่าเทพและเทวดาทั้งหลายก็พากันวุ่นวาย (ถ้ามีคำถาม ถามว่าก็ไหนเมื่อเทพเหล่านั้น ก็ได้กินยาทิพย์เหมือนกัน แต่ทำไมถึงสู้ยักษ์ตนเดียวไม่ได้ ข้อนี้ต้องวินิจตรงชื่อ คงจะเข้าใจได้ง่ายดี ที่ว่าต้องวินิจฉัยตรงชื่อก็เพราะ ตามความหมายของคำว่ายักษ์หรืออสูร แปลว่า ผู้ไม่พ่ายผู้มีเดช ผู้มีอำนาจ ผู้มีกำลัง ส่วนคำว่า เทวดา เทพ แปลว่า ผู้มีรูปสวย ผู้มีบุญ ผู้มีสุข ผู้มีวาสนา)เพราะฉะนั้น เหล่าเทวดาถึงจะมีจำนวนมาก แต่ก็หาได้มีกำลัง มีเดชเท่ากับอสูรไม่ เมื่ออสุรินทรราหู ได้ชัยชนะแก่หมู่เทวาดา ก็มีจิตกำเริบ ไล่ทำร้ายและทำลายอาละวาดไปทั่วแดนสวรรค์ ข้างฝ่ายพระอาทิตย์และเทพจันทรเห็นท่าไม่ดีก็เหาะไปเฝ้า พระนารายณ์ ทูลเรื่องทั้งหลายให้เทพผู้เป็นใหญ่ได้ทรงทราบ พระนารายณ์เป็นเจ้าได้ทรงสดับรับฟังแล้วก็ทรงกริ้ว ทรงบริภาษด้วยวาจาที่เกริ้ยวกราดว่า "ไอ้อสูรตัวขลาด บังอาจกำเริบขึ้นมาราวีบนแดนสวรรค์เชียวหรือ"ว่าแล้วก็ทรงขว้างจักรแก้วออกไปตัดร่างของอสุรินทรราหู ขาดเป็นสองท่อน ท่อนขาถึงบั้นเอวก็หลุดกระเด็นออกไปนอกจักรวาล เหลือแต่ท่อนหัวกับตัว ถึงกระนั้น ก็มิอาจทำให้อสุรินทรราหูถึงแก่ความตายได้ไม่
และด้วยความตกใจกลัว อสุรินทรราหู ก็เหาะหนีมายังที่อยู่ของตน และพกพาความโกรธแค้นอาทิตย์และจันทร ที่เป็นเหตุให้เกิดเรื่องวุ่นวายบนสวรรค์ และเป็นเหตุให้กายของตนขาดเป็นสองท่อน อสุรินทรราหู กลับมาคิดแค้นต่อเทพอาทิตย์ และจันทรว่าเพราะ เทพสองตนนี้ทีเดียวเป็นผู้บอกให้เหล่าเทวารุมทำร้ายตน และเป็นเพราะเทพสองตนนี้อีกเหมือนกันที่เป็นผู้ไปบอกองค์นารายณ์จนเป็นเหตุให้ข้วางจักรแก้วมาตัดร่างตนถึงกับขาดเป็นสองท่อน ความอัปยศ อดสูและเจ็บช้ำนี้ เราจะตอบแทนคืนให้เทพทั้งสอง อย่างสาสมณ บัดนั้นเป็นต้นมา อสุรินทรราหูก็เฝ้าคอยที่จะหาโอกาสราวี แก่อาทิตย์และจันทรอยู่ตลอดเวลา มีอยู่ครั้งหนึ่งเทพอาทิตย์และจันทร จะไปประชุมยังเทวสภา ระหว่างทางอสุรินทรราหูได้มาคอยดักทำร้ายเทพทั้งสองก็เหาะหนี จวนเจียนหนีไม่พ้น แต่เผอิญเหาะมาทางทิศที่ตั้งแห่งภูเขาไกรลาศ ซึ่งเป็นที่อยู่ของบิดรเทพ คือ เทพผู้เป็นพ่อของเทพทั้งหลาย เทพอาทิตย์และจันทรก็เหาะหนีเข้าไปยังที่อยู่ของบิดรเทพ
อสุรินทรราหู ตามมาติดๆ เมื่อเห็นว่าศัตรูของตนหนีไปพึ่งผู้มีเดชรุ่งเรืองเช่นนี้ อสูรก็มาหยุดคิดว่าเพราะคราวที่แล้วเราผลีผลามรุกไล่ติดตามเทพทั้งสองไปโดยไม่ได้ดูตาม้าตาเรือ จนเป็นเหตุให้กายเราขาดเป็นสองท่อน เที่ยวนี้ขืนติดตามมันเข้าไปอีก อาจหัวขาดออกจากตัวอีกก็ได้ คิดดังนั้นแล้ว ก็คำรามด้วยความเคียดแค้นว่าฝากไว้ก่อนนะไอ้ขี้ขลาด คราวหน้าถ้าเห็นอีก ข้าจะกินเสียให้หนำใจว่าแล้วก็เหาะกลับไปยังที่อยู่ของตน
ฝ่ายเทพบิดร เมื่อเห็นอาทิตย์และจันทรเทพเหาะมาสู่ยังที่พักของตนอย่างลุกลี้ลุกลน ก็ถามขึ้นมาด้วยความสงสัย เทพทั้งสองจึงเล่าแจ้งแถลงไขให้ทรงทราบ และขอร้องให้เทพบิดรทรงช่วย พระบิดรจึงทรงเนรมิตอาชาสีแดงพร้อมราชรถให้แก่อาทิตย์เทพ และเนรมิตอาชาสีขาว ๘ ตัวพร้อมราชรถให้แก่จันทรเทพ
ประทานให้เอาไว้เป็นพาหะหลบหนีอสูร แล้วทรงสั่งว่าคราใดที่ท่อนขาของอสุรินทรราหูลอยมาติดตัว ท่านทั้งสองจะต้องโดนอสูรกลืนกินกล่าวฝ่ายอสุรินทรราหู เมื่อไม่สามารถจะทำร้ายอาทิตยเทพและจันทรเทพได้ดังหวัง ก็ให้รู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่าน จึงเหาะขึ้นไปสู่สรวงสวรรค์ ไปอาละวาดไล่ทำร้ายเหล่าเทวดาทั้งหลายจนเป็นที่หนำใจแล้วก็เหาะกลับยังที่อยู่ของตน
ครั้นอสุรินทรราหูไปแล้ว เทพและเทวดาทั้งหลายก็ออกจากที่ซ่อนไปเฝ้าพระนารายณ์ยังเทวสภาแล้วประชุมปรึกษาว่าจะทำการป้องกันไม่ให้อสุรินทรราหูมาไล่ทำร้ายได้อย่างไรองค์อินทร์ก็ทรงตรัสว่า สรรพสิ่งในโลกเมื่อมีจุดเด่นก็ต้องมีจุดด้อย อสูรตนนี้ถึงมันจะกินยาทิพย์ฆ่าฟันไม่ตายแต่ก็ต้องมีวิธีทำลายอาถรรพ์และทำร้ายชีวิตมันได้เหมือนกัน อยู่ที่ว่าใครจะเป็นผู้ไปล้วงเอาความลับนี้มาได้
เหล่าเทวะทั้งหลายพากันนิ่งเงียบและนั่งก้มหน้า ไม่มีผู้ใดที่จะขันอาสา เวลาผ่านไปสักครู่ ก็มีเสียงดังก้องกังวาลมาทางด้านท้ายแถวว่า ข้าพเจ้าท้าวจาตุมมหาราชทั้ง ๔ ขอขันอาสาที่จะไปล้วงความลับของอสูรตนนี้
หมู่เทวะทั้งหลาย ต่างหันมามองท้าวมหาราชทั้ง ๔ ด้วยแววตาและดวงจิตที่ชื่นชมความกล้าหาญ เสียสละ ของมหาราชทั้ง ๔ องค์อินทร์ ก็ทรงถามว่า ท่านทั้ง ๔ เห็นประโยชน์อะไรในการขันอาสาครั้งนี้
ข้าพเจ้าทั้ง ๔ เห็นความสุขสงบควรจะมีต่อหมู่มหาเทพทั้งหลายถ้าสามารถกำจัดอสูรร้ายนี้ได้ และอีกอย่างข้าพเจ้าทั้ง ๔ เท่านั้น เป็นผู้ควรต่อการครั้งนี้ เหตุเพราะหมู่เทวะทั้งหลายมีกลิ่นกายไอสวรรค์ปรากฏอยู่ทั่ว
ทุกท่าน ถ้าจะจำแลงแปลงกายเป็นอสูร อสุรินทรราหูผู้มีปัญญาและประสาทสัมผัสที่ว่องไว อาจจะจับพิรุธได้และมีอันตราย
แต่ข้าพเจ้าทั้ง ๔ เป็นผู้ไม่มีกลิ่นไอสวรรค์และเป็นผู้ไม่มีกลิ่นไออสูร ข้าพเจ้าทั้ง ๔ จึงเป็นผู้เหมาะแก่การอาสาไปล้วงความลับของอสุรินทรราหูด้วยประการฉะนี้เจ้าข้า สาธุ สาธุ ดีแล้วมหาราชทั้ง ๔
ท่านช่างเป็นผู้กล้าและเสียสละยิ่ง ปวงเทพทั้งหลายก็พากันแปล่งสาธุการสรรเสริญ
ท้าวจาตุมหาราชทั้ง ๔ ก็เหาะมายังที่อยู่ของอสุรินทรราหู และร่ายเวทย์แปลงกายเป็นอสูรน้อย เข้าไปขันอาสารับใช้ต่อกิจการต่างๆจนเป็นที่รักใคร่ของจอมอสูรและยอมสอนวิทยาการต่างๆ ให้จนหมดพุง อสูรแปลงทั้ง ๔ กล่าวกับอสุรินทรราหูผู้เป็นอาจารย์ว่า " ท่านอาจารย์ที่เคารพ หมู่เทวดามีอยู่ด้วยกันจำนวนมากจะพากันรุมทำร้ายท่านอาจารย์ ท่ายอาจารย์ต้องระวัง พวกกระผมเป็นห่วง"
อสุรินทรราหูจึงได้กล่าวกับศิษย์ของตนว่า "เจ้าทั้ง ๔ มิต้องเป็นห่วง หมู่เทพทั้งหลายไม่สามารถจะฆ่าเราได้หรอก เพราะเรามีวิธีรักษาอาถรรพ์ของยาทิพย์ให้อยู่ได้ เราจะบอกต่อเจ้าให้ฟัง แต่เจ้าจะต้องให้สัจจะแก่เราว่า จะไม่บอกใคร
มหาราชทั้ง ๔ รับปาก อสุรินทรราหูก็บอกความลับแก่ศิษย์ของตน ท้าวจาตุมหาราชทั้ง ๔ เมื่อได้รู้ความลับของอสุรินทรราหูก็ปลีกตัวเหาะกลับมายังเทวสภา ปวงเทพทั้งหลายเมื่อได้เห็นท้าวจาตุมหาราชทั้ง ๔ กลับมาสู่เทวสภา ก็พากันปริวิตกว่า กิจที่ไปสืบความลับของจอมอสูรจะสำเร็จไหมหนอ ฝ่ายมหาราชทั้ง ๔
เมื่อมาถึงเทวสภาแล้วก็ตรงเข้าไปอัญชลีแก่องค์อินทรราชผู้เป็นใหญ่ แล้วกราบทูลว่า " บัดนี้ภารกิจที่ข้าพระองค์ทั้ง ๔ ขันอาสาไปปฏิบัติได้สำเร็จลุล่วงแล้วพระเจ้าข้า"
มหาเทพผู้เป็นประธานในหมู่เทพทั้งปวงก็ตรัสถามว่า แล้วมีวิธีใดที่จะกำจัดจอมอสุรินทรราหู ท้าวจาตุมหาราชทั้ง ๔ จึงกราบทูลว่า " ข้าแต่จอมอัมรินทร์ปิ่นสวรรค์ ข้าพเจ้าทั้ง ๔ ไม่สามารถบอกความลับแก่ผู้ใดได้ เหตุเพราะข้าพเจ้าทั้ง ๔ ได้รับปากกับจอมอสูรไว้แล้วว่า ถ้าได้ล่วงรู้ความลับที่จะสังหารจอมอสูรแล้ว
จะไม่บอกแก่ใครเป็นอันขาดพระเจ้าข้า แต่ถ้าเมื่อใดที่อสุรินทรราหูจอมอสูร ขึ้นมาอาละวาดบนสรวงสวรรค์อีก ข้าพเจ้าทั้ง ๔ ขออาสาที่จะหาวิธีกำราบจอมอสูรให้พ่ายแพ้ไปจนได้ พระเจ้าข้า "
จอมอัมรินทร์ผู้เป็นใหญ่ และเหล่าเทพทั้งปวง เมื่อได้ฟังท้าวจาตุมหาราชทั้ง ๔ กล่าวเช่นนั้น ก็โสมนัสยินดี พากันเปล่งสาธุการจนดังกังวาลก้องไปทั่วโลกทั้งสาม แล้วเหล่าเทพทั้งหลาย ก็ได้กล่าวสรรเสริญแก่ท่านท้าวจาตุมหาราชทั้ง ๔ ว่า ท่านทั้ง ๔ ช่างเป็นผู้กล้าหาญ เสียสละ กตัญญู และรักษาสัจจะเป็นเลิศกล่าวฝ่ายอสุรินทรราหูอยู่ในที่พำนักของตน เมื่อได้ยินเสียงแช่ซ้องสาธุการของชาวสวรรค์ ก็คิดเคืองใจจิตว่า ไอ้พวกมดพวกปลวกนี้ชักกำเริบใหญ่ บังอาจส่งเสียงรบกวนเวลาพักผ่อนของเรา เห็นทีจะต้องขึ้นไปอาละวาดเสียให้เข็ดหลาบ คิดดังนั้นแล้ว จอมอสูรผู้มีเดช ก็สำแดงฤทธิ์เหาะขึ้นไปสู่นภากาศแล้วร่ายเวทย์เนรมิตกายให้กว้างใหญ่ แล้วแผ่อำนาจบาตรใหญ่ตวาดออกไปว่า ไอ้พวกมดปลวกขี้ขลาดทั้งหลายชักกำเริบ บังอาจรบกวนเราผู้เป็นใหญ่ซึ่งกำลังพักผ่อนอาศัยอยู่ใต้บาดาล เห็นทีวันนี้เราจะกลืนกินพวกเจ้า ให้สาสมกับโทษทัณฑ์ที่บังอาจรบกวนเรา ว่าแล้วจอมอสูร ก็อ้าปากขึ้น ซึ่งดูลึกล้ำและกว้างใหญ่ สามารถดูดอมดวงดาวในมหาจักรวาลไว้ได้ทีเดียว แม้แต่เทวสภาขององค์อินทรที่ว่ากว้างใหญ่สามารถบรรจุปวงเทพทั้งหลายได้ถึงแปดหมื่นสี่พันโกฏิ ก็ยังไม่ทำให้กระพุ้งแก้มของจอมอสูรโป่งพองขึ้นมาได้ ฝ่ายหมู่เทวะน้อยใหญ่ เมื่อได้เห็นจอมอสุรินทรราหูแสดงเดชเพื่อจะกลืนกินพวกตนไปพร้อมกับเทวสภา ก็ให้เกิดอาการหวาดผวาระวังสะดุ้งกลัว พากันหลีกหนีหลบซ่อน เป็นที่สับสนอลหม่านหาได้มีผู้ใดคิดจะต่อกรจอมอสูรไม่
ท้าวจาตุมหาราชทั้ง ๔ เมื่อเห็นอสุรินทรราหูสำแดงเดชเพื่อจะกลืนกินเทวสภาเช่นนั้น มหาราชทั้ง ๔ ก็ออกไปยืนปรากฏอยู่ในทิศทั้ง ๔ ของเทวสภา แล้วก็ร่ายเวทย์สำแดงตนให้จอมอสูรใด้เห็นเป็นสองภาพ คือ ภาพนหนึ่งเป็นอสูรน้อย แล้วเปลี่ยนมาเป็นเทพพิทักษ์ทิศ กลับไปกลับมาอยู่ดังนี้เป็นสองคำรบแล้ว อสุรินทรราหู เมื่อได้เห็นดังนั้น ก็จำได้ว่า เทพพิทักษ์ทิศทั้ง ๔ นี้คืออสูรน้อยลูกศิษย์เรา แล้วเราก็เป็นผู้บอกวิธีที่จะทำให้เราตายได้อย่างไร เห็นทีเราจะเสียรู้เทพพิทักษ์ทิศทั้ง ๔ นี้เสียเป็นได้คิดดังนั้นแล้วอสุรินทรราหูก็รีบหุบปาก หดตัวเหาะหนีลงสู่บาดาลที่อยู่แห่งตนทันทีนับแต่แต่บัดนั้นมา เหล่าเทพเจ้าและมหาเทพทั้งหลายก็สถาปนาให้ท่านท้าวจาตุมหาราช เป็นเทพพิทักษ์สวรรค์และโลกในทิศทั้ง ๔ มีหน้าที่อภิบาลดูแลสวรรค์และโลกให้สงบสุขตลอดเวลา
***************************************************
บทความท้ายเรื่อง
มีผู้ถามว่า ทำไมเทวดาถึงขี้โกง ไม่แบ่งยาทิพย์ให้แก่พวกอสูร อันนี้ก็คงจะตอบลำบากซักหน่อยนะเพราะฉันมิใช่เทวดา แต่ถ้าจะให้ พวกเทวดาคงคิดว่า ถ้าขืนปล่อยให้พวกอสูรได้กินยาทิพย์คงจะยุ่งเป็นแน่ เพราะขนาดไม่ได้กินยาทิพย์ และเวลารบกันระหว่างอสูรกับเทวดา บ่อยครั้งที่เทวดาเป็นผู้พ่ายแพ้ เพราะสู้กำลังอำนาจของอสูรไม่ได้ เมื่อสู้ไม่ได้เทวดาก็ต้องหนีกลับเข้าประตูสวรรค์ เมื่อเข้าไปสู่ประตูสวรรค์แล้ว พวกอสูรก็จะไม่กล้าติดตามเข้าไป เพราะเกรงกลัวบารมีของเทพพิทักษ์ทั้ง ๔ หรืออีกนัยหนึ่ง สรวงสวรรค์และวิมานทั้งหลายนั้นเกิดด้วยบุญฤทธิ์ พวกอสูรเป็นผู้มิได้ทำบุญมาแต่เก่าก่อน หรือถ้าทำก็ทำบุญมาน้อย เลยไม่มีสิทธิ์เป็นเจ้าของสวรรค์และวิมานทั้งหลาย เช่นเดียวกันตราบใดที่เหล่าเทวดารบชนะพวกอสูร ซึ่งส่วนใหญ่ก็รบด้วยอุบายปัญญา ถ้าจะลุ้นด้วยฝืมือแล้ว
คงจะยาก เอาเป็นว่าเมื่อเทวดาฟลุ๊กรบชนะ พาไพร่พลรุกรบติดตามอสูรไปจนถึงประตูบาดาล อสูรหนีเข้าประตูบาดาลได้ เทวดาก็หมดสิทธิ์ติดตามต่อไป เหตุเพราะเมืองบาดาลเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยความมือและอับชื้น หนึ่งวันจะเห็นแสงสว่างเพียงแค่สองชั่วยามเท่านั้น เหตุที่เป็นเช่นนี้คงเป็นเพราะบุญกรรมของคนพาลทั้งหมดที่ได้สร้างสมเอาไว้ เมื่อตายไปหลังจากชดใช้กรรมหนักๆทั้งหลายบนโลกมนุษย์หมดสิ้นหรือเบาบางลงแล้วก็ไปเกิดในอัตภาพของอสูรหรือยักษ์มีรูปร่างหน้าตาน่าเกลียด ขาดปัญญา มีแต่พละกำลัง และจมปลักอยู่ในความโลก โกรธ หลง เช่นนั้นเพราะฉะนั้น พวกเทวดาก็เลยไม่กล้าที่จะเหยียบย่างกล้ำกรายเข้าไปในเขตของพวกอสูรด้วยประการฉะนี้
ข้อมูลจาก วัดราหู จังหวัดนครปฐม บอกว่า
|
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


